พระสงฆ์-ประชาธิปไตย-เรือนจำ (กรณีพระราชรัตนโมลี)

เมื่อคณะศิษย์วัดพระธรรมกายออกหนังสือชี้แจงท่ามกลางวงล้อมของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนมวลชนผู้สนับสนุนวัด ว่า “พระธัมมชโย” จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ และเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

ทำให้ย้อนคิดถึงพระสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ที่เคยเขียนข้อความเอาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งดังนี้

“…นี่คือระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่มีอุณหภูมิไม่แน่นอน ครึ่งใบบ้าง ค่อนใบบ้าง เต็มใบบ้าง ตามวุฒิภาวะของผู้นำรัฐบาล แม้รัฐธรรมนูญก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ตามพลังและอำนาจนิยม…”

พระสงฆ์ผู้เขียนข้อความข้างต้น คือ “พระราชรัตนโมลี” (นคร เขมปาลี, 2465-2551) ซึ่งถือเป็นบุคลากรสำคัญรูปหนึ่งในแวดวงการศึกษาของคณะสงฆ์มหานิกาย เพราะเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อีกทั้งท่านเจ้าคุณเองก็จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย

แต่อีกด้านหนึ่ง เจ้าคุณนครก็เป็นพระผู้ใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) หรือ “พระพิมลธรรม” กระทั่งถูกตั้งข้อหาและถูกจับกุมตามไปด้วย (อันที่จริง เจ้าคุณนครถูกจับกุมในปี 2503 และศาลตัดสินยกฟ้องในปี 2507 ก่อนหน้าพระพิมลธรรม ซึ่งถูกจับกุมในปี 2505 และศาลยกฟ้องในปี 2509)

ข้อความที่คัดลอกมา เป็นความในใจซึ่งพระราชรัตนโมลีเขียนเอาไว้ในหนังสือ “ชีวิตลิขิตของกรรม” เล่าเรื่องราวเมื่อคราวที่ตนเอง ต้องขึ้นศาลทหาร หลังถูกตั้งข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

เจ้าคุณนคร

หลักฐานสำคัญที่ทางการนำมากล่าวหาท่านเจ้าคุณ ก็คือ เมื่อครั้งเรียนปริญญาโทอยู่ที่อินเดียในปี 2499 ท่านและพระสงฆ์ไทยอีกสามรูป ได้เดินทางไปร่วมงานฉลอง 2,500 ปี พระพุทธศาสนา ณ กรุงปักกิ่ง ตามคำเชิญของพุทธสมาคมแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้พบปะกับประธาน “เหมา เจ๋อตง” และนายกรัฐมนตรี “โจว เอินไหล”

ได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทย และสุดท้าย ยังได้ไปปราศรัยถึง “ด้านดี” ของสาธารณรัฐประชาชนจีน หลัง “ปฏิวัติ” ผ่านสถานีวิทยุปักกิ่ง

พระราชรัตนโมลียอมรับว่า การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของพระสงฆ์ไทยทั้งสี่รูปนั้น เป็นไปตามนโยบายและความประสงค์ “ลับ” ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต้องการจะริเริ่มสานสัมพันธ์กับจีนในช่วงปลายทศวรรษ 2490

อย่างไรก็ตาม เจ้าคุณนครปฏิเสธว่าพระพิมลธรรมมิได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดส่งพระสงฆ์ทั้งหมดไปเมืองจีน นอกจากนี้ การเดินทางไปเยือนจีนดังกล่าวก็มิได้มีแนวโน้มจะเป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

แต่สุดท้าย ท่านเจ้าคุณ ขณะยังเป็นพระมหา ก็ถูกจับกุมตัวและนำไปคุมขังที่สันติบาลเป็นเวลา 8 เดือน ก่อนจะถูกย้ายไปยังเรือนจำลาดยาว

ระหว่างถูกคุมขัง เจ้าคุณนครพยายามแปลหนังสือ “Glimpses of World History” และ “Letters from a Father to His Daughter” ของ “ยวาหรลาล เนห์รู” อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย จนแล้วเสร็จออกมาเป็นหนังสือ “โฉมหน้าประวัติศาสตร์สากล” และ “จดหมายจากพ่อถึงลูกสาว” โดยได้รับคำชี้แนะจาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย” ที่ถูกคุมขังอยู่ด้วยกัน

ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว เพราะศาลทหารพิพากษายกฟ้อง

นี่คือเรื่องราวของพระสงฆ์อีกรูปที่ถูกจับกุมคุมขังด้วยคดีความทางโลก ท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรของสภาพการเมืองทั้งในอาณาจักรและศาสนจักร

อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าพระราชรัตนโมลีถูกตั้งข้อหาในประเด็นเรื่องการเมืองแบบ “เพียวๆ” ขณะเดียวกัน ท่านจำเป็นต้องยอมรับการถูกจับกุม โดยไม่มีหนทางหลีกเลี่ยง

ที่สำคัญ ดุลอำนาจทางการเมือง-สังคม-วัฒนธรรมของประเทศไทยยุค 2500 นั้น ยังไม่มีมวลชนอันทรงพลังมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในฐานะปัจจัยหลักสำคัญ